Key takeaways:
- กีตาร์รุ่นตำนานที่ดูคล้ายๆ HSS แต่ที่จริงมันคือ HHH
- แก๊ก neck กับ middle มีกลิ่น single coil คลีนเพราะ แตกไม่จี่
- โทนกว้าง เหมาะกับแนววาไรตี้
PRS Studio เหรอ มันคืออะไร
ผมอยู่ในแวดวงกีตาร์ยี่ห้อ Paul Reed Smith (PRS) มาเกินสิบปี และมีกลุ่ม PRS Thailand ไว้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแบรนด์นี้ มันทำให้ผมเห็นความต้องการของตลาดคนเล่นกีตาร์บ้านเรา พอจะรับรู้ได้ว่า PRS รุ่นไหนปัง รุ่นไหนแป้ก รุ่นไหนนอกกระแสแต่มีคนสนใจ
มีกีตาร์ PRS อยู่ตระกูลหนึ่งที่ค่อยๆ ได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่หวือหวาแต่มีคนถามหาตลอด มันคือ PRS ตระกูล Studio กีตาร์หน้าตาคล้ายๆ HSS จากลุงพอล ซึ่งในวันนี้ผมมีตัวใหม่ล่าสุด S2 Studio เวอร์ชั่น 2025 มารีวิวให้ฟังกัน ตามมาครับ
วิวัฒนาการของ PRS ตระกูล Studio
PRS Studio คือผลของความพยายามในการนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ของ PRS ในช่วงปีแรกๆ ของการก่อตั้งบริษัท ที่มาของรุ่นนี้ก็ได้จากรีเควสต์ของนักดนตรีในห้องอัด (studio) ในย่าน LA ว่า อยากให้ PRS ทำกีตาร์แบบ HSS บ้าง ลุงก็เลยลองทำดู สเปคแรกเริ่มก็ใช้บอดี้มาฮอกกานีล้วนกับคอมาฮอกกานี set neck ฟิงเกอร์บอร์ดเป็นไม้ Brazilian rosewood ตามสเปคของรุ่น Standard ยุค 80s นั่นแหละ แล้วเอามาออกแบบ body routing ซะใหม่ให้เป็น pickup configuaration แบบ hum-single-single ปิคอัพ single coil สองตัวหน้านิยามความเป็น HSS ของรุ่น Studio เวอร์ชันแรก ส่วน bridge humbucker เป็นรุ่น Hot Vintage Treble ควบคุมการผสมคอยล์ด้วย rotary selector ในเวลาต่อมา PRS ก็เพิ่มออพชั่นให้รุ่น Studio เช่น ท็อปเมเปิล, คอเชพบาง (Wide Thin), หรือแม้แต่ออพชัน body routing พิเศษให้สามารถดึงคันโยกเพิ่ม pitch ได้มากกว่าปกติ (แบบเดียวกับรุ่น Special ในเวลานั้น) ก็ยังได้
แต่ถึงอย่างไร Studio ก็ดูเป็นกีตาร์ที่ไม่ประสบความสำเร็จด้านยอดขายเท่าใดนัก เพราะเวอร์ชันแรกทำได้แค่ 4 ปีก็เลิกไป

(Photo credit: bigfoot-guitars.de)
2011 – ผ่านไป 20 ปี PRS ก็เอา Studio กลับมาทำใหม่ เปลี่ยนสเปคตามยุคสมัย ใส่ปิคอัพ 57/08 Narrowfield กับ 57/08 humbucker หดคอสั้นลงเหลือ 22 เฟรท เคลือบ V12 finish แต่ขายได้แค่ 3 ปีแล้วก็เลิกไปอีก หากจะกล่าวว่า PRS Studio ที่เราเห็นในปัจจุบันเป็นดีไซน์มาจาก Core Studio เจน 2 ก็คงไม่ผิด

(Photo credit: guitarchimp.com)
2018 – หลังจาก Core Studio gen. 2 เลิกผลิต ผ่านไป 5 ปี ในปี 2018 PRS ก็เปิดตัวรุ่น Studio ในซีรีส์ S2 ซึ่งมีหน้าตาแปลกใหม่ บอดี้มาฮอกกานีล้วน ติดปิคการ์ด (แต่ไม่ยอมตั้งชื่อรุ่นว่า Studio Standard นะ) S2 Studio เวอร์ชันแรกนี้ปิคอัพยังเป็นของเกาหลีนะครับ

(Photo credit: peachguitars.com)
2021 – สำหรับ Core Series Studio ก็กลับมาอีกครั้งในปี 2021 คราาวนี้ยาวจนถึงปัจจุบัน

(Photo credit: chucklevins.com)
2025 – และน่าสังเกตว่าพอมาถึงปี 2025 นี้ PRS ส่งรุ่น Studio ลงครบทุก series ยัน SE มีทั้งแบบมีท็อปเมเปิลและแบบบอดี้มาฮอกกานีล้วน ซึ่งก็อย่างที่ผมเคยพูดไว้ว่าช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมานี้ PRS รุกตลาดกีตาร์ราคาประหยัด (S2 – SE) หนักมาก รุ่นไหนไม่เคยมีก็ทำให้มี อะไรไม่เคยเห็นก็ได้เห็น

(Photo credit: prsguitars.com)

(Photo credit: prsguitars.com)
แล้ว S2 หมายถึงอะไร ทำไมต้อง S2?
S2 เป็นชื่อสายการผลิต (ซีรีส์) ของแบรนด์ PRS ที่ผลิตในโรงงานที่อเมริกา จุดมุ่งหมายของ S2 Series คือสร้างกีตาร์ PRS USA แบบเน้นความคุ้มค่า ราคาประหยัด (ราคาราวๆ 50 – 60% ของ Core Series) โดยทบทวน ปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตใหม่หมดให้เซฟต้นทุนมากที่สุดโดยยังคงคุณภาพการใช้งานมาตรฐาน PRS made in USA อยู่ ดังนั้น ชื่อรุ่น S2 Studio จึงหมายถึงกีตาร์ PRS รุ่นหนึ่งในตระกูล Studio ที่มาในเวอร์ชันราคาประหยัดจากโรงงาน PRS ที่อเมริกา นั่นเอง
ผมเขียนบทความเกี่ยวกับซีรี่ส์ S2 เอาไว้ด้วยถ้าเพื่อนๆ อยากรู้แบบละเอียดว่าเค้าทำทำยังไงถึงลดราคาได้ขนาดนั้นก็ลองอ่านดูครับ
สำหรับ S2 Series เริ่มมีการอัพเดทสเปคใหม่ตั้งแต่ปี 2023 โดยเริ่มจากล็อตฉลองครบรอบ 10 ปีของซีรีส์นี้ในปี และทยอยอัพเกรดสเปคของ S2 ตัวปกติตั้งแต่ปี 2024 จนถึง 2025 S2 ทุกตัวที่ผมเห็นก็เป็นสเปคใหม่หมดแล้ว สเปคสำคัญที่อัพเกรดก็คือการเปลี่ยนมาใส่ปิคอัพของ Core Series จากที่เคยใส่ปิคอัพของ SE Series และเปลี่ยน finishing จากยูรีเทนแข็งๆ หนาๆ มาเป็นไนโตรบางๆ เหมือน Core Series ซึ่ง S2 Studio ตัวที่ผมจะรีวิวนี้ก็มากับสเปคล่าสุด พร้อมอัพเกรดจากบอดี้มาฮอกกานีล้วนของเวอร์ชั่น 2018 มาเป็นมาฮอกกานีแปะท็อปเมเปิลด้วย

สเปค
- Model: S2 Studio (2025)
- Country of origin: USA
- Construction: set
- Body wood: mahogany
- Top wood: maple, bevelled
- Neck wood: mahogany, scarfed joint under nut area
- Neck shape: Pattern Regular
- Fingerboard: Rosewood
- Fingerboard inlay: birds, plastic
- Scale length: 25″
- Fingerboard radius: 10″
- Electronics
- Pickups
- Bridge: PRS 58/15 LT, 7.68k DCR
- Middle: PRS Narrowfield, 7.10k DCR
- Neck: PRS Narrowfield, 7.00k DCR
- 5 way toggle pickup selector
- 1 volume, 1 push/pull tone for 58/15 LT coil tap
- Pickups
- Tuners: PRS Phase III locking, ivoroid plastic wing buttons
- Bridge: SE tremolo
- Finish: PRS gloss nitro
- Accessories: PRS Premium Gig Bag and adjustment tools
- ราคา: 94,500 บาท (12/2025)
สัมผัส
Contruction and Appointment
S2 Studio มากับบอดี้มาฮอกกานีชิ้นเดียว ติดท็อปเมเปิล ส่วนท็อปไม่ได้ทำโค้งเหมือนอย่าง Core Series ที่เราคุ้นตากัน แต่ PRS เลือกใช้กรรมวิธีปาดเหลี่ยม (bevelled top) และไม่มีขอบ maple edge binding ซึ่งก็เป็นปกติของซีรีส์นี้ ไม้ท็อปเมเปิลของ S2 ตัวนี้ถือว่าสวยแล้วสำหรับ S2 เพราะซีรีส์นี้ไม่คัดเกรดลายไม้เมเปิล ท็อปขอบเหลี่ยมแบบนี้มีข้อดีอย่างนึงคือมันเข้ากับต้นแขนดีนะ ผมรู้สึกว่าเล่นสบายขึ้น ในส่วนของความหนาของบอดี้ S2 Studio นั้นวัดได้ประมาณ 45 มม. ซึ่งบางกว่า Core Custom อยู่ราวๆ 4 มม.
ส่วนคอทำจากไม้มาฮอกกานี มาในเชพ Pattern Regular เชพคอเก่าแก่ของ PRS ที่มีความ soft V มากกว่าเชพ Pattern Thin เล็กน้อย นัทกว้าง 42 มม. ถ้าสังเกตด้านหลังคอแถวบริเวณใต้นัทกับตรงฐานคอ (neck heel) จะเห็นรอยต่อไม้แนวเฉียง (scarfed wood joint) ซึ่งเกิดจากการต่อไม้เพื่อลดความสูญเปล่าของไม้ในขั้นตอนการขึ้นรูปคอกีตาร์ PRS ใช้วิธีการสร้างคอแบบนี้ใน S2 กับ Bolt-on Series ในปัจจุบัน
ถ้าเพื่อนๆ สังเกตที่ผมเล่าไปข้างต้นก็คงรู้สึกว่ามันมีรายละเอียดปลีกย่อยหลายอย่างที่ต่างไปจาก Core Series เหตุผลที่ทำแบบนั้นก็เพื่อลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นของ S2 เพื่อทำราคาให้ต่ำกว่า Core Series เยอะๆ โดยไม่กระทบกับการใช้งานนั่นเอง
อย่างที่บอกไป สารเคลือบของ S2 โมเดลล่าสุดนี้เป็นแบบไนโตรบางๆ ถ้าเอียงหาแสงแล้วมองดีๆ จะเห็นหลุมเสี้ยนไม้จางๆ บ่งบอกว่าเคลือบมาบาง ซึ่งนั่นเป็นผลดีต่อการขยับตัวของไม้ ช่วยให้คุณสมบัติทางอคูสติกของตัวกีตาร์ดีกว่าสารเคลือบแบบที่ผ่านๆมา อย่างไรก็ดี ผมรู้สึกมีความหนึบๆ มือเล็กน้อยเมื่อสัมผัสตัวกีตาร์ ก็เป็นปกติของกีตาร์เคลือบไนโตร





ส่วนหัวมากับโลโก้ Paul Reed Smith แบบสติกเกอร์โลหะแปะลงบนผิว clear coat ฝา truss rod cover มีการเปลี่ยนใหม่ สกรีนชื่อซีรีส์ S2 พร้อมชื่อรุ่นชัดเจน นัทใช้ของ Core Series
ฟิงเกอร์บอร์ดใช้ไม้ rosewood เรเดียส 10 นิ้วตามปกติของกีตาร์ยี่ห้อนี้ อินเลย์เป็นนก วัสดุสังเคราะห์ เฟรทวัสดุนิเกิลขนาดประมาณ medium jumbo 22 ช่อง ลองเอามือลูบปลายเฟรทก็ถือว่าเก็บงานมาโอเค คือไม่ถึงกับไม่พบความสากที่ปลายเฟรทเลย แต่ก็มีน้อยมาก และไม่ถึงกับทำให้เล่นสะดุด






Electronics
สิ่งที่ทำให้รุ่น Studio เป็น Studio ก็คือ pickup configuration ที่ดูคล้ายๆ HSS ผมใช้คำว่าดูคล้ายๆ เพราะปิคอัพสองตัวหน้าไม่ใช่ single coil แต่เป็น mini humbucker ชนิดหนึ่งที่ PRS ออกแบบเอง เรียกว่ารุ่น Narrowfield (NF) ปิคอัพ NF มีขนาดกว้างยาว (aperture) ที่แคบกว่าปิคอัพ humbucker ทั่วไป ทำให้มันมีสนามแม่เหล็กในรัศมีแคบลง ทำให้การตอบสนองกระชับ มีโฟกัส ลดโอกาสย่านกลางบวมเบลอซึ่งปิคอัพ humbucker โทนวินเทจส่วนใหญ่มักเป็นกัน ความชัด กระชับ ช่วยให้ NF มีคาแรคเตอร์บางอย่างคล้ายปิคอัพ single coil แต่ทำงานแบบ humbucker แปลว่าไม่มีเสียงจี่เมื่อเล่นเสียงแตก นอกจากนี้ หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่าตัว bobbins ของ NF มีการยกระดับสูงขึ้นเป็นขั้นบันใดสามระดับ อันนี้ก็เพื่อรับกับเรเดียสฟิงเกอร์บอร์ 10 นิ้วของ PRS นั่นเอง
ปิคอัพตำแหน่ง bridge เป็นรุ่น 58/15 LT (Low Turn) เป็นอดีตปิคอัพที่ติดมากับกีตาร์รุ่น McCarty 594 (Core Series) เป็น humbucker ที่ออกแบบมาเพื่อจำลองโทนของกีตาร์ Gibson Les Paul ปี 1958 แน่นอนว่าก็ต้องให้โทนวินเทจอยู่แล้ว แต่จะวินเทจยังไงเดี๋ยวผมลองให้ฟัง
ปิคอัพทั้งเซ็ทผลิตในโรงงาน PRS ที่อเมริกานะครับ ไม่ใช้ของเกาหลีอย่าง S2 Series เจนแรก


ค่า DCR ตามรูป ทุกตำแหน่ง (ที่ไม่ใช่แก๊กผสม) ให้ค่าแค่แถวๆ 7k ซึ่งถือว่าต่ำ แต่ก็เป็นปกติของ PRS ยุคนี้ที่เน้นทำแต่ปิคอัพ low output เป็นส่วนใหญ่
ถ้าวัดค่า DCR ที่แก๊กผสม NF จะพบว่าค่าตกลงไปประมาณครึ่งหนึ่ง เป็นไปได้ว่าแก๊กผสมนี้เป็นการผสมแก๊กตัดคอยล์แบบเนียนๆ คือที่จริงปิคอัพ NF by design มันตัดคอยล์ได้นะ แต่เหมือน PRS จะไม่ต่อวงจรตัดคอยล์แบบตามสั่งให้เรา แต่กลับเดินวงจรผสมคอยล์แบบถาวรไว้บางตำแหน่งมากกว่า อันนี้ความเห็นส่วนตัวจากที่เห็น PRS ทำมาหลายรุ่นนะครับ ซึ่งผมอาจเข้าใจผิดก็ได้

58/15 LT (bridge) 
Narrowfield (middle) 
Narrowfield (neck)
Hardware
ในส่วนของอะไหล่ จุดแรกที่เด่นชัดเลยคือลูกบิด S2 Studio ปี 2025 ใส่ลูกบิดล็อคสาย Phase 3 เวอร์ชันใหม่มากับใบดีไซน์ Wing buttons ขนาดใหญ่หมุนง่ายแถมน้ำหนักเบา ลูกบิด Phase 3 ของ S2 ใช้จุดยึดและเสาทองเหลืองเหมือน Core Series 2025 ก็จริง แต่ในส่วนของกลใกจะไม่มีระบบลดแรงเสียดทานแบบของ Core Series นะครับ อย่างไรก็ตาม อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ดี เป็นพัฒนาการที่น่าชมเชยที่จากนี้ไป S2 สามารถใส่ลูกบิด Core Series ได้แล้ว

ฝา knobs เป็น PRS Lampshade (USA) สีอำพัน ในส่วนของคันโยกยังเป็นคันโยกของ SE เหมือนเจนแรก โดยก้อน tone block ของคันโยกทำจากเหล็ก ต่างจากของ Core ที่เป็นทองเหลือง ขนาดบล็อคของคันโยกจาก SE ก็เล็กกว่าของ Core ซึ่งก็พอดีกับบอดี้ของ S2 ที่บางกว่า Core ผมมองว่าที่ PRS ไม่อัพเกรดคันโยกให้เป็นสเปคเดียวกับ Core เหมือนอย่างที่อัพเกรดปิคอัพ นั่นก็เพราะ PRS ออกแบบบอดี้ S2 ไว้แค่พอดีกับคันโยกของ SE มาตั้งแต่แรก มันพอดีขนาดที่ว่าไม่สามารถทำฝาปิดโพรงกลไกคันโยกแบบฝังตัวระนาบเดียวกับบอดี้ (recessed cavity cover) ได้ ออกแบบมาลักษะเดียวกับ SE Custom 24 เด๊ะๆ แต่ส่วนตัวผมคิดว่ามันก็ไม่ได้กระทบการใช้งานหรอก แค่แผ่นพลาสติกบางๆ มันเป็นเรื่องของ production cost efficiency กับความสวยงามมากกว่า
พูดถึงวัสดุคันโยก SE เทียบกับ Core ส่วนตัวผมเฉยๆ เพราะกีตาร์หลายรุ่นที่ผมรู้สึกว่าเสียงดีก็มีบล็อกเหล็กเป็นส่วนผสม สำหรับ PRS เอง ที่ชัดๆ เลยก็คือรุ่น Silver Sky (ทั้ง USA และ SE)



Accessories and Weight
S2 ลอตปัจจุบันมากับกระเป๋าใหม่ PRS Premium gig bag แน่นหนาแข็งแรง ดูดีกว่าแต่ก่อนมากมาย (ผมยังอยากได้เลย) สายสะพายก็หนานุ่ม ไม่เย็บสายติดกันให้เจ็บหลังตอนสะพายเหมือนอย่างของ SE ด้วย

ข้างในกระเป๋าหน้ามีซองใส่ก้านคันโยก (ของ SE) และเครื่องมือ ประกอบด้วยประแจขันคอและประแจหกเหลี่ยมเล็ก 3 ขนาด มีตัวล็อกของลูกบิดล็อกสายหนึ่งอัน แล้วก็มีคู่มือการใช้งานกับสติกเกอร์โลโก้ PRS ใส่มาด้วย

กีตาร์ตัวทดสอบมีน้ำหนัก 3.51 กก. ก็ประมาณ Custom 24

PRS S2 Studio มีให้เลือก 6 สี ตามนี้ครับ






เทสต์เสียงกันหน่อย
ผมใช้แอมป์ PRS Archon 50 ออกตู้ PRS Archon 2×12 closed back ดอก Celestion V Type ปรับหน้าแอมป์ตามในคลิป อัดเสียงด้วยเครื่องบันทึกเสียง Zoom H5 ตั้งไว้ห่างจากหน้าตู้ประมาณ 1 เมตร ปรับแอมป์ตามภาพ inserts ในวิดีโอ
Clean channel
โดยไม่เปิดก้อน overdrive, ผมเริ่มจากแก๊ก 5 (neck) โทนเสียงมีความอุ่นอย่าง vintage humbucker ตอบสนองน้ำหนักการดีดได้ดี ถ้าออกแรงหน่อยก็จะได้ยินความป๊องออกมา ย้ำว่าต้องออกแรงดีดหรือใช้นิ้วเกี่ยวสายนะ คือมันไม่ได้ป๊องเป็นธรรมชาติตลอดเวลาเหมือนพวกสตรัท ฟังแล้วรู้สึกว่าค่อนข้างกระชับเป็นตัวดีมาก แต่หูผมบอกว่าต่อให้หลับตาฟังก็ยังเข้าใจว่าเป็นเสียงจาก neck humbucker แบบเป็นตัวๆ หน่อย แต่ไม่รู้สึกว่ามันจะเป็น single coil นะ
แก๊กผสม NF สองตัวก็ฟังดูดี มีความป๊องมากขึ้น เป็นความป๊องแบบ หนาๆ แอบแน่น เป็นคาแรคเตอร์เฉพาะตัวที่ผมไม่รู้จะยกอะไรมาเปรียบ แต่บอกได้ว่าไม่เหมือนแก๊ก neck+middle ของสตรัท
แก๊ก 3 (middle NF) ก็คมๆ ไวๆ แข็งกว่าตำแหน่ง neck นิดนึง แก๊กนี้ให้ความ articulation คมๆ เล่นโดดๆ ก็มันดี สู้มือไปอีกแบบ แต่ส่วนตัวคิดว่า NF ตัวกลางเหมาะจะใช้ผสมกับปิคอัพตัวอื่นมากกว่า ส่วนแก๊กผสมกับ bridge 58/15 LT (ทั้งตัดคอยล์และ full humbucker) ผมคิดว่าน่าจะเหมาะกับพวกแนวฟังก์ สับๆคอร์ดหน่อยอะไรแบบนั้น เพราะแอบแข็งสำหรับเล่นแชแนลคลีน ส่วนแก๊ก 1 ซึ่งเป็น 58/15 LT เดี่ยวๆ สำหรับผมถ้าต้องเล่นเสียงคลีนกับแก๊กนี้คือไปไม่เป็นอยู่แล้ว ก็แข็งๆ แหลมๆ ตามปกติ
อันนี้แถม คลิปนี้อัดด้วยไมค์กล้องมือถือ เป็นแก๊กผสม neck+middle ผมเปิดก้อน Joyo Bright Day Overdrive ซึ่งเป็นเสียง OD แบบสว่างๆ ช่วยบูสต์ย่านกลางแหลมขึ้นมา ซาวด์ฟังดูสว่างสดใสขึ้นเยอะ และอัดด้วยไมค์กล้องสดๆ ไม่ใช้ H5 จากการทดสอบถ้าเปิดก้อน overdrive โทนสว่างๆ ช่วยบูสต์ย่านกลางแหลมขึ้นมาอีกหน่อยโทนคลีนจะสวยขึ้นอีกเยอะ และจะฟังดูใกล้เคียงเสียงปิคอัพ single coil มากขึ้นด้วย
ทุกแก๊กผมรับรู้ได้ว่าปิคอัพไม่แรง เพราะพวกมันแทบไม่ push amp ได้อย่างกีตาร์ตัวอื่นของผมที่ติดปิคอัพแบบ high output พูดอีกอย่างคือ S2 Studio นี่ คลีนคือคลีน เชื่องจัด
Lead channel
เริ่มจากเล่นริธึ่มตั้งสาย drop D ที่ผมทำประจำ เสียงแตกจากปิคอัพ 58/15 LT USA ฟังดูดี มีความวินเทจที่มีย่านกลางกำลังสวย เหมาะกับการใช้งานทั่วไป คือไม่ออกแก่จนบวม ไม่หม่น มีความกระชับกำลังพอเหมาะ เป็นโทนแตกที่ใช้งานได้กว้าง เล่นวาไรตี้ดีเหลือๆ และด้วยความที่มันเอาท์พุตต่ำมาก ไดนามิคเลยก็กว้างตาม ผมลดวอลุ่มความแตกก็ลดตาม แต่ผมก็มีข้อสังเกตนิดนึงว่า เวลาเล่น legato แบบ hammer-on-pull-off เร็วๆ บางทีมีความรู้สึกว่าโน้ตหวิดๆ จะขาด อาจจะด้วยความที่ปิคอัพไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับการเล่นสไตล์นี้ ซึ่งก็เข้าใจได้ว่าเป็นปกติของ PRS ยุคปัจจุบัน แต่ใดๆ ก็ตาม เสียงแตกไม่มีอาการจี่แม้แต่น้อยไม่ว่าแก๊กไหน ก็เป็นข้อดีของกีตาร์ติด humbuckers นั่นแหละ
ผมมีความรู้สึกชอบเสียงแตกของ neck NF มากเป็นพิเศษ คือความกระชับเก็บย่านกลางของมัน ดีมาก เหมาะมากสำหรับการเล่น high gain ของตัวเอง ที่สำคัญ ไม่จี่ ตรงนี้ก็นับเป็นจุดแข็งของรุ่น Studio ก็ว่าได้
แล้วก็อีกอย่าง เหมือนสิ่งที่ผมรู้สึกตอนเล่น clean คือความ low output ของปิคอัพทำให้ PRS รุ่นนี้มี headroom เยอะ, push amp ไม่ค่อยแรง ทำให้ผมต้องเพิ่ม Master volume ที่แอมป์มากกว่าปกตินิดหน่อยเพื่อให้โทนมาเต็ม ต่างจากกีตาร์ตัวอื่นๆ ของผมซึ่งลงปิคอัพแรงๆ โมเดิร์นๆ พวกนั้นไม่ต้องเร่งแอมป์เยอะโทนก็มาเต็มแถมปั่นติดนิ้วกว่าด้วย แต่อันนี้ไม่ได้บอกว่าอะไรดีกว่าอะไรนะครับ เพราะความแตกต่างที่บอกไปก็คือผลจากการออกแบบเพื่อการใช้งานที่ต่างกันก็เท่านั้นเอง สำหรับ S2 Studio (รวมถึง PRS ยุคนี้เกือบทุกรุ่น) เค้าจะมาแนววินเทจแรงต่ำๆ ช่วงไดนามิคกว้างๆ แบบนี้แหละ อยากคลีนก็คลีนได้สุด อยากแรงก็ปรับแอมป์ปรับเอฟเฟคท์ช่วยดันเอา เสียงแตกก็โอเคไม่บวมด้วย เป็นความวินเทจที่ปรับจูนให้เข้ากับการใช้งานยุคใหม่ก็ว่าได้
สรุป PRS S2 Studio (2025)
จากการทดสอบจริงก็พอสรุปได้ว่า PRS S2 Studio (2025) เป็นกีตาร์หน้าตาคล้ายๆ HSS ที่โทนเสียงโดยรวมออกไปทาง vintage humbucker อุ่นๆ หวานๆ อัดเกนไม่จี่เลย แต่ในขณะเดียวกันก็มีคาแรคเตอร์เฉพาะตัว คือมีความกระชับ ไม่บวม ถ้าจับคู่กับก้อน overdrive สว่างๆ ออกแรงดีดสักหน่อยเราก็จะเค้นความ single coil vibes ออกมาจากมันได้อีก
เราต้องเข้าใจก่อนว่า PRS รุ่นนี้แม้จะดูหน้าตาไปทาง HSS แต่ที่จริงมันไม่ใช่กีตาร์แนว super strat ถ้าพิจารณาดีๆ ก็จะเห็นว่าตั้งแต่ชนิดไม้,โครงสร้าง, scale lemgth, ยันปิคอัพ มันแทบไม่มีอะไรใกล้เคียงคำว่า super strat เลย ดังนั้นจะหวังให้มันเป็น Suhr หรือ James Tyler ก็คงไม่ใช่ แต่ถ้าเพื่อนๆ อยากได้กีตาร์ PRS ที่ใช้เล่นวาไรตี้ คลีนเพราะ หวานได้ แตกกว้างๆ ไม่วินเทจแบบบวมๆ และก็ไม่โมเดิร์นจนคนฟังอึดอัด เจ้า S2 Studio ก็เป็นตัวเลือกที่ดีครับ
พูดถึง single coil ถ้าเพื่อนๆ ซีเรียสกับโทนเสียงตัดคอยล์ที่ใกล้เคียงกับ single coil หรืออยากได้ single coil แท้ๆ ก็ยังมี PRS อีกหลายรุ่น ที่ทำได้ดีกว่า S2 Studio เช่น
- SE: SE DGT (แนะนำเป็นพิเศษ), SE CE 24 ทุกรุ่นย่อย, SE NF3, SE NF 53, SE Silver Sky, SE Swamp Ash Special
- Bolt-on (USA): NF 53, Silver Sky, Fiore, Swamp Ash Special
- Core: DGT, 509, 513
ส่งท้าย
หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ที่สนใจ PRS S2 Studio อยู่บ้างนะครับ ผมต้องขอขอบคุณร้าน Music Collection ผู้แทนจำหน่ายแบรนด์ Paul Reed Smith อย่างเป็นทางการในประเทศไทยที่ให้ยืมกีตาร์สวยๆ มารีวิว ผมได้รับค่าสปอนเซอร์ในการรีวิวด้วย แต่ยืนยันว่าทุกอย่างที่เขียนไป เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่พบจากการใช้งานจริงครับ
สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจอยากรู้จักแบรด์ PRS มากกว่านี้ ก็สามารถเข้ามา join กลุ่ม PRS Thailand ได้ คุยกันสบายๆ ซื้อขายมือหนึ่งมือสองที่นี่มีหมดครับ


